
เพดานค่าเหนื่อยพรีเมียร์ลีก คืออะไร? ปมร้อนที่อาจกลายเป็นสงครามระหว่างลีกกับนักเตะ
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2025 ประเด็นร้อนที่สุดของพรีเมียร์ลีกไม่ได้อยู่ในสนาม แต่อยู่บน “โต๊ะประชุม” ของผู้บริหารลีกและตัวแทนสโมสร เมื่อสื่ออังกฤษหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ลีกเตรียมเดินหน้าผลักดันกฎการเงินรูปแบบใหม่ที่ถูกมองว่าเป็น เพดานค่าเหนื่อยพรีเมียร์ลีก และอาจนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ระหว่างพรีเมียร์ลีก, สโมสรยักษ์ใหญ่ และสหภาพนักเตะ PFA
กฎใหม่ที่ถูกพูดถึงใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Top-to-Bottom Anchoring (TBA) แนวคิดหลักคือ การจำกัด “ค่าใช้จ่ายด้านฟุตบอลทั้งหมดของสโมสร” ไม่ใช่แค่ค่าเหนื่อยนักเตะเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง
-
ค่าเหนื่อยนักเตะและสตาฟฟ์
-
ค่าตัวนักเตะ (ค่าซื้อขาย/ผ่อนจ่าย)
-
ค่าเอเยนต์และค่าดำเนินการที่เกี่ยวกับดีลต่าง ๆ
โดยทั้งหมดนี้จะถูกล็อกให้ใช้จ่ายได้ ไม่เกิน 5 เท่า ของ “รายได้ส่วนกลาง” (เช่น ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด + เงินรางวัลจากลีก) ของทีมที่ได้เงินน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีก แทนที่จะผูกกับรายได้ของสโมสรตัวเองเหมือนกฎการเงินของยูฟ่า
พูดง่าย ๆ คือ
ไม่ว่าสโมสรจะรวยแค่ไหน ถ้า “ทีมบ๊วย” ได้เงินส่วนกลางในระดับหนึ่ง ทีมใหญ่ก็จะใช้เงินด้านฟุตบอลได้มากสุดแค่ 5 เท่าของตัวเลขนั้นเท่านั้น
แนวคิดนี้จึงถูกมองว่าเป็นการดึง “เพดานการใช้เงิน” ลงมา เพื่อไม่ให้ช่องว่างระหว่างทีมใหญ่กับทีมเล็กถ่างออกไปมากกว่านี้
ทำไมกฎเพดานค่าเหนื่อยพรีเมียร์ลีกถึงถูกต่อต้านหนัก?
รายงานจากสื่อใหญ่อย่าง The Times และ ESPN ระบุว่า ไอเดียเพดานแบบ Top-to-Bottom Anchoring เคยถูกหยิบมาหารือในกลุ่มสโมสรพรีเมียร์ลีกมาแล้วตั้งแต่ต้นปี 2025 โดยมีถึง 16 สโมสรที่ยอมให้ “เดินหน้าศึกษาต่อ” แต่ทีมระดับท็อปอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแอสตัน วิลล่า ลงคะแนนคัดค้านตั้งแต่รอบแรก
เหตุผลหลักของฝั่งทีมใหญ่คือ พวกเขามองว่ากฎประเภทนี้จะ
-
ล็อกสเกลการเติบโตของทีมใหญ่ ต่อให้สร้างรายได้เพิ่มเองได้ ก็ไม่สามารถใช้เงินลงทุนในทีมได้เต็มศักยภาพ
-
ทำให้พรีเมียร์ลีกเสียเปรียบคู่แข่งในยุโรป อย่างลาลีกา, เซเรียอา หรือบุนเดสลีกา ที่ยังไม่ได้ใช้เพดานแบบเดียวกัน
ในอีกด้านหนึ่ง สหภาพนักเตะอาชีพ หรือ PFA (Professional Footballers’ Association) ก็ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนผ่านซีอีโอ Mahita Molango ว่า พร้อมพิจารณาเดินหน้าทางกฎหมายเต็มรูปแบบ หากกฎนี้ผ่านการโหวตในที่ประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยให้เหตุผลสำคัญว่า
-
เป็นการ จำกัดค่าแรงและรายได้ของผู้เล่นอย่างไม่เป็นธรรม
-
อาจ ขัดต่อหลักการการแข่งขันเสรีและกฎหมายด้านการค้า
-
ทำให้พรีเมียร์ลีก เสียความได้เปรียบในการดึงสตาร์ระดับโลก เมื่อเทียบกับลีกอื่นที่ไม่มีกฎลักษณะนี้
ที่สำคัญ PFA เคยมีประสบการณ์ฟ้องชนะในกรณีเพดานค่าเหนื่อยระดับ EFL (ฟุตบอลลีกอังกฤษดิวิชั่นล่าง) มาแล้วรอบหนึ่ง นั่นทำให้พรีเมียร์ลีกต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า พร้อมจะเผชิญหน้าคดีความในศาลหรือไม่ หากดึงดันเดินหน้ากฎนี้จริง
เบื้องหลัง: จาก PSR เดิม สู่ SCR และเพดานใหม่ TBA
เพื่อเข้าใจว่าทำไมเรื่อง เพดานค่าเหนื่อยพรีเมียร์ลีก ถึงมาถึงจุดเดือดวันนี้ ต้องมองย้อนไปที่โครงสร้างกฎการเงินเดิมของลีก
1) PSR – Profit and Sustainability Rules
ตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 พรีเมียร์ลีกใช้กฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) เพื่อควบคุมไม่ให้สโมสรใช้เงินเกินตัว โดยตั้งเพดานว่าแต่ละทีม ห้ามขาดทุนรวมเกิน 105 ล้านปอนด์ในช่วงเวลา 3 ปี
ผลลัพธ์คือมีสโมสรหลายทีมโดนตัดแต้มในช่วงหลัง เพราะทำงบขาดทุนเกินเกณฑ์ แม้จะลงทุนเพื่อสร้างทีมในมุมมองตัวเอง แต่เมื่อตรวจย้อนหลังแล้วตัวเลขไม่ผ่าน ก็ต้องเจอโทษภายหลัง ทำให้กฎ PSR ถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะ “โทษย้อนหลัง” มากกว่าการควบคุมการใช้เงินแบบเรียลไทม์
2) SCR – Squad Cost Rules
ทิศทางใหม่ที่พรีเมียร์ลีกอยากปรับไปคือระบบ Squad Cost Rules (SCR) ซึ่งไอเดียคล้ายกฎใหม่ของยูฟ่า กล่าวคือ
-
จำกัดค่าใช้จ่ายด้านฟุตบอล (ค่าเหนื่อย + ค่าตัว + ค่าดำเนินการ)
-
เป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้สโมสรเอง (เช่น เพดาน 70% ของรายได้ในช่วง 3 ปี)
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ โทษตัดแต้มขั้นต่ำ 6 คะแนน ถ้าใช้จ่ายเกินเพดานในระดับ 30% ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเข้มงวดกว่าระบบเดิมที่เน้นดูงบขาดทุนรวม
3) TBA – Top-to-Bottom Anchoring
สิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายสะดุ้งคือ การเพิ่มโมเดล Top-to-Bottom Anchoring (TBA) เข้ามาเป็น “อีกชั้น” เหนือ SCR เพราะ TBA ไม่ได้ผูกกับรายได้ของแต่ละสโมสร แต่ไปผูกกับ “รายได้ส่วนกลางของทีมที่ได้เงินน้อยที่สุดในลีก” แทน
พูดให้เห็นภาพ:
-
ถ้าทีมที่ได้เงินส่วนกลางน้อยสุด ได้ 100 หน่วย
-
ทีมใหญ่ ใช้เงินด้านฟุตบอลได้มากสุด 5 × 100 = 500 หน่วย
ต่อให้ทีมใหญ่สร้างรายได้เองได้มากกว่า 1,000 หน่วย ก็ไม่สามารถใช้เงินเกิน 500 หน่วยในหมวดที่ถูกคุมได้อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ TBA จึงถูกมองว่าเป็น “ก้าวใหม่ที่รุนแรงกว่า SCR” และหลายคนมองว่ามีมิติของการเมืองภายในลีกปนอยู่ไม่น้อย เพราะช่วยปกป้องทีมเล็กไม่ให้โดนทิ้งห่างทางการเงินมากเกินไป แต่ในเวลาเดียวกันก็ไปจำกัดเพดานของทีมใหญ่แบบตรง ๆ
มุมมองบรรณาธิการ: จุดสมดุลอยู่ตรงไหนระหว่างความเท่าเทียมกับเสรีภาพของสโมสร?
ในฐานะบรรณาธิการข่าวพรีเมียร์ลีก มองว่าดราม่า เพดานค่าเหนื่อยพรีเมียร์ลีก ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่สองฝั่งแบบ “ฝ่ายดี–ฝ่ายเลว” แต่เป็นการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างสองหลักการใหญ่ที่เดินสวนทางกันอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ
ฝั่งที่ 1: ความเท่าเทียมและเสถียรภาพของลีก
-
ถ้าปล่อยให้ทีมใหญ่ใช้เงินแบบไร้เพดาน ช่องว่างระหว่างหัวตารางกับท้ายตารางย่อมถ่างออกไปเรื่อย ๆ
-
ทีมเล็กอาจรู้สึกว่าต้องเสี่ยงใช้เงินเกินตัวเพื่อไล่ตาม จนเสี่ยงล้มละลายหากตกชั้นหรือหลุดจากรายได้พรีเมียร์ลีก
-
ในระยะยาว ลีกอาจสูญเสียความสูสีที่เป็นเสน่ห์สำคัญของพรีเมียร์ลีก
ฝั่งที่ 2: เสรีภาพของสโมสรและสิทธิของนักเตะ
-
เจ้าของทีมที่ลงทุนสร้างรายได้ระดับมหาศาล อาจมองว่าไม่ควรถูก “ล็อกเพดาน” ให้อยู่ในสเกลเดียวกับสโมสรที่ใช้เงินน้อยหรือทำรายได้ยังไม่มาก
-
นักเตะเองก็มีสิทธิ์เรียกค่าจ้างตามฝีเท้า มูลค่าตลาด และอายุการเล่นที่มีจำกัด หากเพดานค่าใช้จ่ายถูกตรึงไว้ รายได้ของผู้เล่นระดับท็อปย่อมถูกกดลงโดยตรง และอาจทำให้พวกเขาเลือกไปเล่นในลีกอื่นที่จ่ายได้เต็มเพดานตลาด
คำถามใหญ่ของพรีเมียร์ลีกในตอนนี้คือ
จะออกแบบกฎยังไงให้ “ปกป้องทีมเล็กและความยั่งยืนของลีก”
โดยไม่ “ทำลายเสรีภาพทางธุรกิจของสโมสรและสิทธิของนักเตะ” จนเกินไป?
ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ชัดเจน การผลักดัน TBA อาจทำให้ลีกต้องเผชิญทั้งการต่อต้านเชิงการเมืองภายในสโมสร และการต่อสู้เชิงกฎหมายกับ PFA ไปพร้อมกัน
21 พฤศจิกายนนี้: วันชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจพรีเมียร์ลีก
สิ่งเดียวที่ชัดเจนในตอนนี้คือ การประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 จะไม่ใช่แค่การโหวตกฎการเงินธรรมดา แต่จะเป็นวันชี้ทิศทางเศรษฐกิจของพรีเมียร์ลีกในอีกหลายปีข้างหน้า
-
ถ้ากฎเพดานแบบ TBA ผ่าน นั่นหมายถึงการยอมรับว่าลีกต้องการ “รีเซ็ตสมดุลทางการเงิน” อย่างจริงจัง พร้อมรับความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากับสหภาพนักเตะ
-
ถ้ากฎถูกชะลอหรือถูกโหวตคว่ำ พรีเมียร์ลีกก็ต้องกลับไปหาทางเลือกอื่น ที่ช่วยลดช่องว่างการเงินระหว่างทีมใหญ่กับทีมเล็ก โดยไม่เสี่ยงต่อศึกในศาลและความไม่พอใจของสตาร์ดัง
ไม่ว่าเสียงโหวตจะออกมาแบบไหน ประเด็น เพดานค่าเหนื่อยพรีเมียร์ลีก ในครั้งนี้ได้ฉายให้เห็นชัดแล้วว่า ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ต่อสู้กันแค่ในสนามอีกต่อไป แต่อีกครึ่งหนึ่งของเกมกำลังตัดสินกันในห้องประชุม และตัวเลขบนงบการเงินของแต่ละสโมสร
สำหรับท่านใดที่สนใจติดตาม อัปเดตข่าวกีฬา โดยเฉพาะข่าวสารวงการลูกหนัง Premier Leauge ต้องคลิก UFABET